หากผู้ป่วยไม่สามารถคุมอาการของลมพิษเรื้อรังได้หลังจากใช้เป็นประจำทุกวันในขนาดมาตรฐานเป็นเวลา 2–4 สัปดาห์ ซึ่งผู้ป่วยปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด จำเป็นต้องยืนยันการวินิจฉัยที่ถูกต้องก่อน เช่น อาการที่เกิดขึ้นจากอาการแพ้ ไม่ใช่เกิดจากการติดเชื้อหรือสาเหตุอื่นๆ หรือโรคผิวหนังที่เกิดจากการอักเสบของหลอดเลือด (Vasculitis)
หากมั่นใจว่าการวินิจฉัยถูกต้องและผู้ป่วยใช้ยาแก้แพ้ทุกวันและสม่ำเสมอ สามารถปรับการรักษาดังต่อไปนี้
แนวทางการรักษาลมพิษเรื้อรัง
ทางเลือกที่ 1
ใช้ขนาดยาแก้แพ้รุ่นที่สองได้มากถึง 4 เท่าของขนาดยามาตรฐาน เช่น Fexofenadine 180 mg → ใช้ได้สูงสุด 720 mg/day หรือ Cetirizine 10 mg → ใช้ได้สูงสุด 40 mg/day
หลีกเลี่ยงการใช้ร่วมกับยาแก้แพ้รุ่นแรก นอกเสียจากว่าต้องการฤทธิ์อของการง่วงนอน บรรเทาอาการคันตอนกลางคืนเป็นครั้งคราว
อย่าลืม!! เฉพาะยาที่ไม่ทำให้ง่วงซึม (second-generation, non-sedating antihistamines) เท่านั้นที่สามารถเพิ่มขนาดยาได้มากถึง 4 เท่าของขนาดยามาตรฐานในการรักษาผื่นลมพิษเรื้อรัง ห้ามเพิ่มขนาดของยา first-generation antihistamines โดยเด็ดขาดเพราะอาจจะเกิด high sedation และผลข้างเคียงของยารุนแรงได้
ทางเลือกที่ 2
หรือจะลองเปลี่ยนไปใช้ second-generation, non-sedating antihistamines กลุ่มอื่น ซึ่งอาจได้ผลดีขึ้นกับการตอบสนองของแต่ละบุคคล เช่น เปลี่ยนจาก cetirizine ไปเป็น bilastine หรือ desloratadine
ทางเลือกที่ 3
ยาตัวอื่นๆเป็นตัวเลือกเสริมในการรักษา เช่น Leukotriene receptor antagonists (Montelukast) หรือ Omalizumab (anti-IgE monoclonal Antibody) เป็นต้น
หากยังคุมอาการไม่ได้อีกอย่าลืมหาสาเหตุอื่นๆของภาวะลมพิษเรื้อรังด้วย เช่น Autoimmune, Chronic Infections, Systemic Diseases, Malignancy, Systemic Mastocytosis หรือ Thyroid disease เป็นต้น